บอร์ดแสดงวิสัยทัศน์ด้านGIS

GIS&LANDSCAPE CONSULTANT_______ HTTP://THAITOPO.PAGE.TL/
 
WEB-OFFICEWEB-OFFICE  ­THAIGARDEN  ­LAND8  ­THAIMAP  ­บ้านบ้าน  ­ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ­ค้นหาค้นหา  ­สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  ­รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  ­กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  ­เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)  
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบShare | 
 

 ลอกมาให้อ่านเล่น

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
thaitopo
Admin


จำนวนข้อความ: 1132
: 16
Localisation: chiengmai
Registration date: 24/10/2006

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ลอกมาให้อ่านเล่น   Tue Aug 12, 2008 10:20 pm

บังเอิญ..ไปอ่านเจอ....เลยลอกเขามาให้อ่านเล่น
เรื่องการพัฒนาวิชาชีพเพื่อให้ทัดเทียมนานาชาตินั้น ขอนำเอกสารซึ่งเขียนโดย ศ. เดชา บุญค้ำ มาไว้อธิบายแก่สมาชิก ณ ที่นี้สมาคมร่วมกับสภาสถาปนิกได้ตั้งผู้แทนขึ้นมาเป็นคณะทำงาน 16ท่าน เนื้อหามีดังนี้.

1. การรับรองสถาบันการศึกษา ( Accreditation)

ความเบื้องต้น
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า แนวทางการศึกษาที่มีความหลากหลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกฉาน ก้าวหน้าและสนองตอบต่อความต้องการของสังคมได้ดีกว่า ดังนั้น สภาสถาปนิกจึงไม่ติดใจกับจำนวนปีของหลักสูตรระดับปริญญาตรีว่าจะต้องเป็น 4 ปี 5 ปี หรือ 6 ปี แต่จะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของบัณฑิตในพื้นฐานที่พร้อมที่จะเข้าสู่ระบบการฝึกปฏิบัติวิชาชีพและการสอบวัดความสามารถและความชำนาญด้านปฏิบัติที่ไม่อาจเรียนรู้ได้พอเพียงในสถาบันการศึกษา ซึ่งโดยสรุปแล้ว คุณสมบัติ หรือ Specification ของสถาปนิกรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนสถาปนิกเก่าในสายวิชาชีพมีเพียงไม่กี่ประการ อาทิ

• มีความถนัดในด้านการออกแบบและวางแผน
• มีความรักหรือทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพและเป็นผู้มีคุณธรรม
• มีความรู้พื้นฐานทั้งทางกว้างและทางลึกทั้งวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
• มีความรู้ความสามารถพื้นฐานในสาขาวิชาชีพของตนแน่นพร้อมเข้าสู่ระบบฝึกปฏิบัติจริง
• มีความสามารถเชิงวิเคราะห์สูง คิดเองทำเอง


ดังนั้น การพิจารณารับรองหลักสูตรหรือปริญญาของสภาสถาปนิกจึงต้องตอบรับกับข้อกำหนดหรือ “ Specification “ ข้างต้นให้มากที่สุด
ข้อถกเถียงที่ว่าบัณฑิตสถาปัตยกรรมที่เป็น “ คนคิดเก่ง-แต่ปฏิบัติไม่เป็น กับ คนปฏิบัติเก่ง-แต่คิดไม่เป็น “ ใครที่จะเข้าการฝึกในงานจริงและสอบผ่านเป็นสถาปนิกวิชาชีพได้มากกว่ากัน ซึ่งได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอย่างแรกประสบความสำเร็จมากกว่า สิ่งที่สภาสถาปนิกและสมาคมวิชาชีพควรร่วมดูในด้านนี้จึงได้แก่

1. เพิ่มความสำคัญในการสอบความถนัด ( Aptitude test ) เพื่อเป็นการประกันว่าจะได้นิสิตนักศึกษาขาเข้าที่มีศักยภาพสูงในการเป็นสถาปนิกที่ดีในสาขานั้น ๆ
2. การกำหนดน้ำหนักหมวดวิชาและหน่วยกิตที่จะทำให้เกิดความสมดุลในระหว่างด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสังคมวิทยา
3. ดูแลให้มีการเรียนการสอนที่เน้นเชิงการค้นคว้าวิจัย การวิเคราะห์ การค้นหาปัญหา และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ความสำคัญของวิธีการเรียนการสอนและตัวผู้สอน
มากขึ้น
4. ให้เน้นความรู้พื้นฐานให้แน่นทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง เน้นภาพรวมมากกว่ารายละเอียดที่ลึกซึ้งเกินไปทางเทคนิคหรือความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์ล่าสุด
5. ทำให้หลักสูตรมีช่องพอสำหรับสอดใส่สำนึกด้านจริยธรรม ความเป็นพลเมืองดี รับผิดชอบต่อสังคมและให้มีทักษะมนุษย์ ( Human skill ) สูง
6. กำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาการฝึกงานที่ตอบรับกับความหลากหลายของโปรแกรมการศึกษาที่มีทั้ง 4 / 5 / 6 ปี ดังกล่าวข้างต้น

เป็นที่ยอมรับว่าในอดีตยังมีความคลาดเคลื่อนของแนวคิดด้านการศึกษาทางวิชาชีพที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตที่จบออกมามีความรู้เฉพาะด้านวิชาชีพพร้อมทำงานให้มากที่สุด โดยเฉพาะด้านปฏิบัติจะเห็นได้จากจำนวนหน่วยกิต ที่สูงเกินมาตรฐานโลกซึ่งส่วนมากจะเป็นวิชาด้านเทคนิคและด้านธุรกิจ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าไม่มีความจำเป็น หากแต่ควรให้มีความรู้ความเข้าใจและมีความตระหนักก็เป็นการเพียงพอโดยไม่ต้องลงลึกถึงรายละเอียด
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://thaitopo.PAGE.TL
thaitopo
Admin


จำนวนข้อความ: 1132
: 16
Localisation: chiengmai
Registration date: 24/10/2006

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: ลอกมาให้อ่านเล่น   Tue Aug 12, 2008 10:20 pm

2. ระบบฝึกงานก่อนขอสอบรับใบรับรองความชำนาญ (Intern Development Program IDP)

ความเบื้องต้น
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งเป้าหมาย จะเห็นได้ชัดว่าจุดอ่อนในระบบการผลิตสถาปนิกของประเทศไทยคือ การฝึกสอนภาคปฏิบัติหลังจบการศึกษา ความเข้าใจผิดสำคัญที่ทำให้ยังคงมีจุดอ่อนในด้านนี้ได้แก่

• ทุกฝ่ายคิดว่าความเป็นสถาปนิกเริ่มทันทีเมื่อได้รับปริญญาและปริญญาคือใบเบิกทางในการปฏิบัติวิชาชีพ
• คิดว่าใบอนุญาตฯ มีไว้สมัครงานเมื่อจบการศึกษาจึงต้องมี “ ใบ ” นี้ทันที
• คิดว่าใบอนุญาตฯ มีไว้เซ็นแบบหากิน ไม่ใช่รับรองความรู้ความชำนาญที่มีขึ้นเพื่อปกป้องสาธารณชนและคุ้มครองผู้บริโภค
• วิชาปฏิบัติการออกแบบ ( Design studio ) คือวิชาสอนที่ให้ “ ชำนาญในการออกแบบ-เขียนแบบ ” ไม่ใช่ “ ชำนาญในการคิดแบบ ”
• เข้าใจว่า “ วิชาการฝึกงาน ” ระหว่างปิดภาคการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรี 200 ชั่วโมงเป็นการเพียงพอ และนี่คือระบบ “ Inter Development ” ของประเทศไทยที่ดีอยู่แล้ว
• ไม่มีสำนักงานใดยอมรับฝึกให้ จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง จะมีสำนักงานมากพอหรือ จะฝึกกันอย่างไร ฯลฯ


โดยข้อเท็จจริงแล้ว การผลิตนักวิชาชีพได้ใช้วิธีเรียนรู้งานด้วยวิธีฝึกปฏิบัติกับผู้ชำนาญหรือ “ครู” มาแต่โบราณที่เรียกว่า Apprenticeship ซึ่งดีมากแต่ก็เสียเวลามาก ผลิตไม่พอใช้ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีเรียนรู้ภาคทฤษฎีในช่วงเวลาสั้น ๆ ในสถาบันการศึกษา 4-5 ปี จบแล้วจึงมาเข้าระบบฝึก ดังนั้น ประเทศพัฒนาแล้ว (ที่วิชาชีพเกิดจากวิวัฒนาการ) จึงยังคงให้ความสำคัญมากกับระบบฝึกอยู่อย่างมั่นคงและเข้มข้นเพื่อรับการแข่งขัน
นอกจากนี้ข้อดีของระบบการฝึกงานยังให้ผลดีแก่ประเทศไทยอีกหลายประการได้แก่

• เป็นการสร้างความมั่นใจ ความรักในวิชาชีพและทัศนคติที่ดีแก่สถาปนิกใหม่ได้อย่างดี
• สามารถรักษาหรือดึงบัณฑิตใหม่ที่เสียทรัพยากรในการผลิตสูงให้คงอยู่ในสายวิชาชีพ ไม่เปลี่ยนสายงานใหม่ไปโดยง่ายดังที่เป็นอยู่
• ทำให้สำนักงานออกแบบมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญเป็นลำดับลดหลั่นรองรับอยู่ตลอดเวลา
• ทำให้ปฏิสัมพันธ์ของครูพี่เลี้ยงกับศิษย์ฝึกงานดีขึ้นมากระหว่างการฝึก ซึ่งในหลายกรณีเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนาชั่วชีวิต
• ทำให้อัตราการย้ายงานลดลงมากอันสืบเนื่องมาจากข้อดีต่าง ๆ ข้างต้น


มีคำถามว่าเป็นการบังคับหรือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ จะมีการเอาเปรียบกดค่าแรง เด็กหรือไม่ และสำนักงานฯ จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง คำถามดังกล่าวอาจมีประเด็น แต่ก็ไม่เป็นปัญหา หาไม่แล้วระบบการฝึกงานคงไม่เกิดอย่างมั่นคงในประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง ๆ เหล่านั้น
ประเด็นการละเมิดสิทธิคงไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าใจได้ง่ายหากเปรียบกับการบังคับให้นักบินฝึกจนชำนาญแล้วจึงให้ใบอนุญาตขับเครื่องบินโดยสาร สถาปนิกมีใบอนุญาตแต่ไม่มีประสบการณ์ที่ได้งานใหญ่ ๆ ก็สร้างความเสียหายแก่สาธารณชนได้มากเหมือนกัน
เรื่องเงินค่าจ้างและความพอเพียงของ ครูฝึก เป็นปรากฏการณ์เหมือนกันทั่วโลก กล่าวคือ ในยามเศรษฐกิจขาขึ้น ไม่ว่าสำนักงานใดจะไม่เกี่ยงที่จะรับทั้งจำนวนและอัตราเงินเดือนที่สูง แต่ในยามเศรษฐกิจตกต่ำมากขึ้นจะต้องเกี่ยงมากเป็นธรรมดาของระบบการตลาดในโลกเสรี ไม่มีใครเกี่ยงเรื่องเงินเดือนรับฝึกให้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ในต่างประเทศบัณฑิตจบใหม่มักเลือกที่จะไปฝึกงานประเทศที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ในกรณีนี้ สภาสถาปนิกจะต้องรับรองโดยต้องฝึกตามระบบการฝึกงานของประเทศใดประเทศหนึ่ง ( เข้าใจว่า APEC Architect กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่และได้ขอดูระบบฝึกงานของประเทศไทยว่าเทียบกันได้หรือไม่)
กรณีตัวอย่างของต่างประเทศที่นำมาไห้ดูจะช่วยให้เห็นแนวทางได้มาก


แก้ไขล่าสุดโดย thaitopo เมื่อ Tue Aug 12, 2008 10:21 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://thaitopo.PAGE.TL
thaitopo
Admin


จำนวนข้อความ: 1132
: 16
Localisation: chiengmai
Registration date: 24/10/2006

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: ลอกมาให้อ่านเล่น   Tue Aug 12, 2008 10:21 pm

3. ระบบการสอบความชำนาญเพื่อรับใบอนุญาต (Professional License Examination)

ความเบื้องต้น
การสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในชีวิตของนักวิชาชีพทุกสาขา ในความเป็นจริง “ ใบอนุญาต “ คือใบรับรองความสามารถและประสบการณ์ ที่เรียกว่าใบอนุญาตเป็นเพราะมีการบังคับใช้ไว้ในกฎหมายบางฉบับ เช่น พรบ. อาคาร หากไม่มีกฎหมายกำหนดในต่างประเทศจะเรียกว่า “ รับรอง “ เช่น ในสาขาผังเมือง หรือ มัณฑนศิลป์ในบางรัฐฯ ในสหรัฐฯ เช่น Certified planners หรือ Certified Interior Designers เป็นต้น ดังนั้น การใช้บังคับจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อถือกับความเข้าใจของผู้เรียกใช้บริการวิชาชีพ ความศักดิ์สิทธิ์ของใบอนุญาตหรือใบรับรองจึงอยู่ที่ การรับรอง การมีความรู้ความสามารถจริง ๆ ของผู้ถือ
ปกติระบบกฏหมายของบ้านเมืองธรรมดาสามารถเอาโทษทางอาญากับผู้แอบอ้างหรือปลอมแปลงหลักฐานได้อยู่แล้ว ดังนั้น การสอบจึงมีความสำคัญมากและข้อสอบจะต้องเอื้อให้ผู้ฝึกฝนมาถึงระดับแล้ว สอบผ่านได้ ผู้ไม่มีประสบการณ์ แม้จะเป็นอัจฉริยะได้เกียรตินิยมเหรียญทองที่เพิ่งจบการศึกษาไม่ควรสอบผ่านเพราะการสอบเป็นการสอบประสบการณ์


4. ระบบเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ระหว่างประกอบวิชาชีพ (Professional Development)

ความเบื้องต้น
การปฏิบัติวิชาชีพเป็นปฏิบัติการที่มีระยะเวลานานและมีไม่น้อยที่ทำงานติดต่อกันนาน 30-40 ปี ซึ่งในระหว่างช่วงเวลานี้ ความรู้ วิธีการตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ย่อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ไม่สนใจแสวงหาหรือรับรู้ ย่อมจะล้าหลังและอาจสร้างความเสียหายแก่สาธารณชนได้ ดังนั้น จึงกำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาต หรือ ใบรับรองความสามารถต้องต่ออายุ ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดไว้ 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันว่าผู้ประกอบวิชาชีพจะมีความรู้ความสามารถที่ทันสมัยตลอดเวลาและเพื่อให้เป็นไปตามหลักการ ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงจึงบังคับให้มีการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ระหว่างถือใบอนุญาต หรือ ใบรับรองด้วยการจัดโปรแกรมการเพิ่มพูนความรู้อย่างเป็นระบบที่เรียกว่า Professional Development Program (PDP)
เพื่อเตรียมรับระบบการค้าเสรีที่กำลังจะมีผลใช้บังคับ ประเทศสิงคโปร์ได้ยืดอายุใบอนุญาตจาก 5 ปี เป็น 6 ปี และบังคับให้ผู้ถือใบอนุญาตเข้าร่วมกิจกรรมฟังบรรยาย สัมมนาหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ได้หน่วยกิตสะสมครบจำนวนกำหนด จึงจะมีสิทธิได้การต่อใบอนุญาตซึ่งเริ่มระบบมาแล้ว 2 ปี แต่สหรัฐฯ มีระบบนี้มานานมากกว่าทศวรรษ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://thaitopo.PAGE.TL
 

ลอกมาให้อ่านเล่น

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions of this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
บอร์ดแสดงวิสัยทัศน์ด้านGIS :: LANDSCAPE : ภูมิสถาปัตย์-
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ