บังเอิญ..ไปอ่านเจอ....เลยลอกเขามาให้อ่านเล่น เรื่องการพัฒนาวิชาชีพเพื่อให้ทัดเทียมนานาชาตินั้น ขอนำเอกสารซึ่งเขียนโดย ศ. เดชา บุญค้ำ มาไว้อธิบายแก่สมาชิก ณ ที่นี้สมาคมร่วมกับสภาสถาปนิกได้ตั้งผู้แทนขึ้นมาเป็นคณะทำงาน 16ท่าน เนื้อหามีดังนี้. 1. การรับรองสถาบันการศึกษา ( Accreditation) ความเบื้องต้น
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า แนวทางการศึกษาที่มีความหลากหลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกฉาน ก้าวหน้าและสนองตอบต่อความต้องการของสังคมได้ดีกว่า ดังนั้น สภาสถาปนิกจึงไม่ติดใจกับจำนวนปีของหลักสูตรระดับปริญญาตรีว่าจะต้องเป็น 4 ปี 5 ปี หรือ 6 ปี แต่จะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของบัณฑิตในพื้นฐานที่พร้อมที่จะเข้าสู่ระบบการฝึกปฏิบัติวิชาชีพและการสอบวัดความสามารถและความชำนาญด้านปฏิบัติที่ไม่อาจเรียนรู้ได้พอเพียงในสถาบันการศึกษา ซึ่งโดยสรุปแล้ว คุณสมบัติ หรือ Specification ของสถาปนิกรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนสถาปนิกเก่าในสายวิชาชีพมีเพียงไม่กี่ประการ อาทิ
• มีความถนัดในด้านการออกแบบและวางแผน
• มีความรักหรือทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพและเป็นผู้มีคุณธรรม
• มีความรู้พื้นฐานทั้งทางกว้างและทางลึกทั้งวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
• มีความรู้ความสามารถพื้นฐานในสาขาวิชาชีพของตนแน่นพร้อมเข้าสู่ระบบฝึกปฏิบัติจริง
• มีความสามารถเชิงวิเคราะห์สูง คิดเองทำเอง ดังนั้น การพิจารณารับรองหลักสูตรหรือปริญญาของสภาสถาปนิกจึงต้องตอบรับกับข้อกำหนดหรือ “ Specification “ ข้างต้นให้มากที่สุด
ข้อถกเถียงที่ว่าบัณฑิตสถาปัตยกรรมที่เป็น “ คนคิดเก่ง-แต่ปฏิบัติไม่เป็น กับ คนปฏิบัติเก่ง-แต่คิดไม่เป็น “ ใครที่จะเข้าการฝึกในงานจริงและสอบผ่านเป็นสถาปนิกวิชาชีพได้มากกว่ากัน ซึ่งได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอย่างแรกประสบความสำเร็จมากกว่า สิ่งที่สภาสถาปนิกและสมาคมวิชาชีพควรร่วมดูในด้านนี้จึงได้แก่
1. เพิ่มความสำคัญในการสอบความถนัด ( Aptitude test ) เพื่อเป็นการประกันว่าจะได้นิสิตนักศึกษาขาเข้าที่มีศักยภาพสูงในการเป็นสถาปนิกที่ดีในสาขานั้น ๆ
2. การกำหนดน้ำหนักหมวดวิชาและหน่วยกิตที่จะทำให้เกิดความสมดุลในระหว่างด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสังคมวิทยา
3. ดูแลให้มีการเรียนการสอนที่เน้นเชิงการค้นคว้าวิจัย การวิเคราะห์ การค้นหาปัญหา และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ความสำคัญของวิธีการเรียนการสอนและตัวผู้สอน
มากขึ้น
4. ให้เน้นความรู้พื้นฐานให้แน่นทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง เน้นภาพรวมมากกว่ารายละเอียดที่ลึกซึ้งเกินไปทางเทคนิคหรือความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์ล่าสุด
5. ทำให้หลักสูตรมีช่องพอสำหรับสอดใส่สำนึกด้านจริยธรรม ความเป็นพลเมืองดี รับผิดชอบต่อสังคมและให้มีทักษะมนุษย์ ( Human skill ) สูง
6. กำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาการฝึกงานที่ตอบรับกับความหลากหลายของโปรแกรมการศึกษาที่มีทั้ง 4 / 5 / 6 ปี ดังกล่าวข้างต้น
เป็นที่ยอมรับว่าในอดีตยังมีความคลาดเคลื่อนของแนวคิดด้านการศึกษาทางวิชาชีพที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตที่จบออกมามีความรู้เฉพาะด้านวิชาชีพพร้อมทำงานให้มากที่สุด โดยเฉพาะด้านปฏิบัติจะเห็นได้จากจำนวนหน่วยกิต ที่สูงเกินมาตรฐานโลกซึ่งส่วนมากจะเป็นวิชาด้านเทคนิคและด้านธุรกิจ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าไม่มีความจำเป็น หากแต่ควรให้มีความรู้ความเข้าใจและมีความตระหนักก็เป็นการเพียงพอโดยไม่ต้องลงลึกถึงรายละเอียด